ดูหน้า

เกี่ยวกับเรา

ศูนย์คามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ เชียงราย

ประวัติ ความเป็นมา ก่อนอื่นคณะนักบวชคามิลเลียน ขอขอบพระคุณ บาทหลวงคาร์โล ลูซซี่ และคณะสงฆ์ คณะพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าแห่งเบธาราม และซิสเตอร์ เอลิซา คาวาน่า อธิการและคณะซิสเตอร์ คณะซิสเตอร์มารีอา บับบิน่า (คณะซิสเตอร์เมตาธรรม แห่งเมืองมิลาน) ที่ได้ ริเริ่มการทำงานช่วยเหลือเด็ก คนชราและผู้ป่วย (โรคเรื้อน) แห่งนี้เป็นแห่งแรก

พุทธศักราช 2535 คือปีแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และความหวังของเด็ก เยาวชน คนชราและผู้ป่วย ที่ด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร ในสังคมไทย และเพื่อสานงานต่อจากคณะพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าแห่งเบธาราม และคณะซิสเตอร์มารีอา บับบิน่า (คณะซิสเตอร์เมตาธรรม แห่งเมืองมิลาน) ด้วยความกรุณาเพื่อสานต่อ จากคณะนักบวชคามิลเลียน ประเทศอิตาลี เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ เด็ก คนชรา และผู้ป่วย (โรคเรื้อน) ที่ผู้ด้อยโอกาสและถูกทอดทิ้ง โดยเริ่มแรก ได้สร้างโบสถ์ อาคารที่พักสำหรับเด็ก บ้านพักคณะนักบวช และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเด็ก ท่ามกลางหมู่บ้าน ศรีวิเชียร ในปัจจุบันนี้ เพื่อรองรับเด็กในอนาคตในจังหวัดเหนือสุดของประเทศไทย โดยภารดายานนี่ ดาลล่า ลิซซ่า เป็นดำเนินการในการจัดหาทุน เงินบริจาคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 


เริ่มต้นชีวิตใหม่ของหนูและผู้ด้อยโอกาส

พุทธศักราช 2536 หลัง จากได้ก่อสร้างอาคาร สิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ จึงได้ดำเนินเปิดดำเนินกิจการให้การสงเคราะห์เด็ก ผู้ยากไร้ คนชราและผู้ป่วย และเด็กรุ่นแรกที่ได้รับการสงเคราะห์บริการจำนวนทั้งหมด 30 คน โดยรับเด็กชายและเด็กหญิงจำนวนเท่ากัน ซึ่งมีเด็กต้องการรับบริการสงเคราะห์เป็นอย่างมาก แต่เพราะว่าอาคาร สถานที่ และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลไม่เพียงพอ และเนื่องจากประสบการณ์ใหม่ร่วมด้วย ปัญหาในการดำเนินงานมากที่สุดคือ การใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสาร เมื่อพบว่าผู้รับขอบริการสงเคราะห์ทั้งหมดเป็นเด็กชนเผ่า ที่พักอาศัยตามตะเข็บชายแดน และในถิ่นธุกันดาร จากหลายชนเผ่า ทำให้การสื่อสารยากลำบาก พบว่าเด็กเหล่านี้ไม่สามารถ พูด-ฟังภาษาไทยเข้าใจได้ แต่เป็นเพราะความกรุณา ใจดี และความพยายามเข้าใจภาษา ของคณะนักบวช และเจ้าหน้าที่ผู้ดูเด็ก จึงสามารถดำเนินกิจการได้ด้วยความรักและเอาใจใส่ ด้วยการจัด ห้องเรียน “ภาษาไทยวันละ 3 คำ” โดยจัดช่วงเวลาเรียน 3 ช่วงคือ เช้า บ่ายและเย็น เพื่อให้เด็กเข้าใจภาษา และหากผ่าน จึงจะจัดส่งเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนบ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด ซึ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร และใกล้ศูนย์ ฯ มากที่สุด ต่างก็พบปัญหาเดียวกันกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเด็ก ในเรื่องการสื่อสารภาษาไทย จึงได้จัดตั้ง “โครงการภาษาไทยวันละประโยค” ด้วยความร่วมมือระหว่างคณะครูและเจ้าหน้าที่ในการจัดสอนเสริม ภาษาไทยวันละประโยค หลังจากเลิกเรียน

พุทธศักราช 2539 มี เด็กด้อยโอกาสขอรับบริการสงเคราะห์เพิ่มขึ้น และได้รับความรวมมือ ร่วมใจจากชาวบ้านที่ได้เสียสละห้องประชุมเก่าของหมู่บ้าน นำมาปรับเปลี่ยนเป็นห้องนอนเด็กชาย-หญิง และขยายอาคารเพิ่มเติม เพื่อนำเป็นห้องประชุมของหมู่บ้าน ในบริเวณเดียวกับโบสถ์ บ้านหลังใหม่นี้ สามารถรองรับเด็กรุ่นที่ 3 ทั้งหมด 41 คน เด็กชาย 18 คนและเด็กหญิง 23 คน รวมเด็กด้อยโอกาส ที่ได้รับการบริการสงเคราะห์ ทั้งหมด 100 คน และเนื่องจากการการรองรับเด็กดังกล่าว ที่ยังจัดระบบไม่ได้ และไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย เนื่องจากสถานที่พักอาศัย ห่างกันมากในแต่ละจุด ทำให้ต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลเด็กมากขึ้น และไม่สะดวกต่อการดูแล อบรม สั่งสอน ดังนั้นเพื่อให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ของกรมประชาสงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย ในขณะนั้น ได้เข้าเยี่ยมเยียน และให้จัดตั้งกิจกรรมการดำเนินการสงเคราะห์เด็กของศูนย์ ฯ ให้เป็นไปตามระเบียบ การอุปการะเด็กในสถานสงเคราะห์เด็ก โดยจะต้องแยกอาคารที่พักอาศัย เด็กชาย-เด็กหญิงออกจากกัน และมีระยะห่างบริเวณพื้นที่สำหรับเด็ก จัดสิ่งแวดล้อมใหม่ ให้มีรั้วรอบขอบชิด รวมไปถึงจะต้องแยกห้องอาบน้ำ และห้องส้วมเด็กชาย-หญิง ดังนั้นจึงได้จัดสร้าง ปรับปรุงอาคาร สถานที่อีกครั้ง ด้วยการซื้อที่ดินเพิ่มเติม ทั้งหมด 11 ไร่ ติดกับหมู่บ้าน เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว และจัดซื้อรถรับ-ส่งเด็ก แทนการเดินที่ลำบากมาก ซึ่งขณะนั้น ยังเป็นถนนลูกรังและหน้าฝนจะลำบากต่อการเดินทางเป็นอย่างมากสำหรับเด็ก

พุทธศักราช 2544 ได้ รับเด็กรุ่นที่ 4 อีก 35 คน เด็กชาย 13 และเด็กหญิง 22 คน และในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้นในการให้การบริการ สงเคราะห์เด็กได้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยในนามผู้แทนคณะนักบวชคามิลเลียน และประธานมูลนิธิคณะนักบุญคามิลโล แห่งประเทศไทย ได้เปลี่ยนแปลงผู้ดำเนินการกิจการของศูนย์ ฯ และเอกสารในชื่อนายสมควร เนื้ออุ่น เป็นบาทหลวงไพรัช ศรีประเสริฐ และได้แต่งตั้งให้นายบัณฑิต แสงเสรีธรรม เป็นผู้รับนโยบายในการดำเนินกิจกรรมต่อของศูนย์ ฯ ภายใต้การควบคุม ดูแล และสังกัดกับมูลนิธิคณะนักบุญคามิลโล แห่งประเทศไทย พร้อมกับนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากประเทศอิตาลีทั้งหมด 3 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารที่พักอาศัย และจัดสิ่งแวดล้อม สำหรับเด็ก เจ้าหน้าที่ และสำนักงาน ให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น

ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงศูนย์สงเคราะห์

พุทธศักราช 2545 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการดำเนินกิจการภายในกลุ่มเล็ก ๆ แต่ต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ในการให้การสงเคราะห์เด็ก จำต้องจดทะเบียนต่อ กรมประชาสงเคราะห์ จังหวัดเชียงราย และเปลี่ยนชื่อจากศูนย์สถานสงเคราะห์เด็ก ในเดือนพฤศจิกายน 2545 เป็น “สถาน สงเคราะห์เด็กคามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ เชียงราย พร้อมกับนี้ เป็นปีแห่งการดำเนินกิจการใก้การสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ และเด็กด้อยโอกาส เด็กกำพร้า สตรีผู้ถูกทอดทิ้ง คนชรา และผู้ป่วยที่ไร้คนดูแล ของคณะนักบวชคามิลเลียน แห่งประเทศไทย ครบรอบ 50 ปี จึงได้ทำการเปิดอาคารที่พักอาศัย ที่สร้างแล้วเสร็จ และจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม ทางทิศเหนือของสถานสงเคราะห์ ฯ เพื่อใช้เป็นทางสันจรไปมาให้สะดวกมากยิ่งขึ้น และเพื่อใช้เป็นทางร่วมของศูนย์ ฯ และชุมชน ซึ่งของเดิมเป็นทางเล็กและแคบมาก

“เสมือนแม่ดูแลลูก”
ดัง นั้นในปีพุทธศักราช 2546 จึงได้เชิญคณะซิสเตอร์มารีอา บับบิน่า (คณะซิสเตอร์เมตาธรรม แห่งเมืองมิลาน) ซึ่งเป็นคณะเดิม ที่เคยให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านศรีวิเชียรแต่แรกเริ่ม ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ถึงแม้ว่าในขณะนั้น คณะซิสเตอร์มารีอา บับบิน่า จากอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงรายยังไม่มีบ้านพักของคณะ ฯ ก็ตาม และยังต้องพักอาศัยร่วมกับเด็กหญิง แต่ด้วยความรักและเมตตา พร้อมต้องการให้เด็กมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่การดำเนินกิจการยังต่อเนื่องต่อไป ดังนั้นเมื่อมี “แม่มาดูแลลูก” จึงได้เปิดรับเด็กเข้ามาอยู่ในสถานสงเคราะห์ ฯ เพิ่มอีก 36 คน แยกเด็กชาย 17 คนและเด็กหญิง 19 คน พร้อมกับนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารบ้านพักคณะซิสเตอร์ควบคู่กันไป เช่นเดียวกัน บาทหลวงวสันต์ สายพรหม ได้มาประจำเต็มเวลา ในการบริหารกิจการของสถานสงเคราะห์ ฯ และคณะนักบวชร่วมด้วย โดยเปิด “ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สำหรับผู้ที่จะเป็นบาดหลวง/พระสงฆ์ หรือ (บ้านสามเณร) ของคณะนักบวชคามิลเลียน” ประจำภาคเหนือ ขณะนั้นยังไม่มีอาคารที่พักอาศัย แต่การดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง ในการอบรมให้ เด็กและเยาวชนเป็นคนดี และสร้างประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองต่อไป จึงเปิดดำเนินกิจการฝึกและอบรมสำหรับสามเณรควบคู่ไปกับเด็กด้อยโอกาส โดยไม่แยกส่วนออกจากกัน ซึ่งมีสามเณรรุ่นแรกที่สมัครใจเข้ารับการฝึกและอบรมของคณะ ฯ ทั้งหมด 15 คน ต่อมาที่ปรึกษาของเจ้าคณะนักบวชคามิลเลียน ประเทศอิตาลี ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมกิจการในประเทศไทย จึงได้จัดซื้อที่ดินเพิ่มเติม ด้านติดกำแพงของสถานสงเคราะห์เด็ก ทิศตะวันตก เพื่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (บ้านสามเณร) ของคณะ ฯ และได้จัดซื้อรถรับ-ส่งสามเณร ไปโรงเรียนเอกชนประจำจังหวัดเชียงราย และเป็นโรงเรียนในเครือศาสนาคริสต์ (คาทอลิค) คือโรงเรียนสันติวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งห่างไกลจากศูนย์ฝึกและอบรม ฯ 20 กิโลเมตร

พุทธศักราช 2547 การให้การบริการสงเคราะห์เด็กของสถานสงเคราะห์ ยังคงดำเนินกิจการและในปีนี้ ได้รับเด็กเพิ่มขึ้นอีก ทั้งหมด 34 คนแบ่งเด็กชาย 22 คน และเด็กหญิง 12 คน ในปีนี้ บาทหลวง ในตำแหน่งมหาธิการ และเจ้าคณะนักบวชคามิเลียน ประจำประเทศอิตาลี ได้ชื่นชมการดำเนินกิจการของสถานสงเคราะห์และสถานฝึกและอบรมสามเณรเป็นอย่าง มาก
ดังนั้นจึงได้ส่งนักบวชและบาดหลวง เพื่อช่วยดำเนินกิจการต่อเนื่องต่อไปเต็มเวลา โดยมีบาทหลวง อาร์มันโด เตนุสโซ และบาทหลวงผู้ช่วย คือ บาดหลวงรีโน เมตรินี รับผิดชอบในการฝึกและอบรมสามเณร ปีเดียวกันได้เปิดอาคารทั้ง 2 หลัง โดยเชิญ Mr. Basso Pietro และครอบครัว ซึ่งเป็นพี่ชายของภารดายานนี่ ดาลล่า ลิซซ่า หรือ “พ่อแฟร์ของเด็ก ๆ ด้อยโอกาสในประเทศไทย” ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนและ ระดมทุนจากต่างประเทศ โดยมีพิธีเปิดเป็นทางการ 2 ครั้ง คือในครั้งแรก เปิดอาคารบ้านพักอาศัยของคณะซิสเตอร์ ซึ่งแล้วเสร็จก่อน เมื่อเดือนมกราคม และในปีเดียวกันต่อมาได้เปิด อาคารฝึกและอบรมสามเณร เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนอย่างเป็นทางการ แต่ยังคงไม่รับสามเณรเพิ่ม เมื่อสถานที่พร้อม ดังนั้นจึงมีซิสเตอร์เพิ่มขึ้น เพื่อฝึกและอบรมสั่งสอนให้แก่เด็กในสถานสงเคราะห์ ดังนั้น ทางคณะซิสเตอร์ ได้จัดแต่งตั้งอธิการของคณะ ฯ สาขาเชียงราย จากประเทศอินเดีย ด้วยการดำเนินเอกสารการเข้าประเทศไทย โดยมูลนิธิคณะนักบุญคามิลโล แห่งประเทศไทย เป็นผู้รับรอง โดยแบ่งหน้าที่ในการบริการสงเคราะห์ โดยซิสเตอร์อุรสา และซิสเตอร์ซิซีเลีย ทำหน้าที่พัฒนาเด็ก และซิสเตอร์ลูซีอา ชาวพม่า มีหน้าที่จัดซื้ออาหารแห้งและสด พร้อมกับดำเนินกิจการทางการเกษตรเพื่อการบริโภคร่วมด้วย ส่วนซิสเตอร์อธิการมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและบริหารสถานสงเคราะห์ ฯ เช่นเดียวกัน การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และด้านจิตใจ โดยนำศาสนาเป็นเครื่องหล่อหลอม ให้ดำเนินชีวิตทีดี และเป็นแบบอย่างของหมู่บ้านอื่น ๆ ยังคงต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้จึงได้จัดโครงการ “น้ำบาดาลเพื่อชีวิต” แห่งใหม่ เพื่อประโยชน์สำหรับชีวิตประจำวัน และชาวบ้าน ได้ใช้น้ำที่สะอาด พร้อมดื่ม อย่างเพียงพอ ต่อความต้องการ โดยขุดเจาะน้ำบาดาลขนาดใหญ่ ให้เพียงพอต่อเด็กในสถานสงเคราะห์ ฯ ชาวบ้าน และนักเรียนในโรงเรียนบ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด ซึ่งทางมูลนิธิ ฯ ได้สนับสนุนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ในการขุดและจัดระบบการวางท่อส่งน้ำใหม่

 

สุดท้ายการดำเนินกิจการของคณะนักบวชคามิลเลียน แห่งประเทศไทย โดยศูนย์คามิลเลียน โซเชียล เซนเตอร์ เชียงราย ยังคงดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งปัจจุบันนี้ มีเด็กในความดูแลของสถาสงเคราะห์ ฯ จำนวน 200 คน -220 ตามที่ได้จดทะเบียนไว้

 


25 ตุลาคม 2562

ผู้ชม 1097 ครั้ง

Engine by shopup.com